The King is back!


หลังจากที่ ราฟา ได้ก้าวลงจากการเป็นผุ้จัดการทีมของ ลิเวอร์พูล ในช่วงกลางปีที่แล้ว ทางรายการ Sports Update ของ True Visions ได้เชิญผมไปออกอากาศ โดยได้สอบถามความคิดเห็นของผมว่าใครควรจะมาดำรงตำแหน่งผู้จัดการของทีมเครื่องจักรสีแดง?

คำตอบของผมก็คือ เคนนี่ เดลกลิช

มันมีเหตุผลหลายประการด้วยกันที่ผมคิดว่า คิง เคนนี่ นั้นเหมาะสมกับ ตำแหน่งนี้ในช่วงเวลาที่ทีมนั้นไร้ซึ่งทิศทางที่ชัดเจน เนื่องจากคณะกรรมการบริหารตัดสินใจแยกทางกับ ราฟา โดยไม่ได้หาตัวแทนไว้ก่อนล่วงหน้า ทำให้นักเตะไม่ทราบทิศทางของสโมสร รวมถึงอนาคตของตัวเองด้วย

นอกจากนี้ นักเตะ รวมถึง ทีมงานทุกคน ยังไม่ทราบว่าชะตากรรมของสโมสรว่าจะถูกธนาคารยึด หรือ จะได้เจ้าของใหม่? ซึ่งกว่าจะได้รู้ก็ประมาณ 2 เดือน หลังจากเเปิดฤดูกาลใหม่ไปแล้ว

ดังนั้น การหาผู้จัดการฝีมือดีในระยะยาวเป็นเรื่องยากเนื่องจากผู้จัดการทีมคนใหม่นั้นย่อมต้องการที่จะทราบนโยบายที่ชัดเจน และ งบประมาณในการทำทีม ซึ่งในช่วงเวลานั้นคงไม่มีใครให้คำตอบได้ ดังนั้นเป้าหมายในการหาผู้จัดการทีมจึงเบนเข็มมาที่ผู้จัดการทีมชั่วคราว แล้วก็ไปลงเอยที่ รอย ฮ็อดจ์สัน

ผมไม่ได้มีอคติอะไรกับ รอย ฮ็อดจ์สัน แต่ผมคิดว่า คิง เคนนี่ เหมาะสมกับทีมที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มากกว่า เนื่องจาก เคนนี่ รู้จัก นักเตะ ทุกคน รวมถึงศักยภาพของแต่ละคนเป็นอย่างดี นอกจากนี้เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเตะ และ อาจจะเข้าถึงนักเตะได้ดีกว่า ราฟา ด้วยซ้ำ ซึ่งเห็นได้ชัดจากตอนที่มาเมืองไทย ผมได้มีโอกาสใช้เวลาอยู่กับทีมในค่ำคืนหนึ่ง โดยตอนนั้น มีข่าวลืออย่างหนาหูว่า ชาบี้ อลอนโซ่ จะย้ายทีมไปอยู่กับ รีล มาดริด

คืนนั้น อลอนโซ่ ใช้เวลาพูดคุยในเชิงปรึกษาอยู่กับ คิง เคนนี่ นานพอสมควร มันน่าแปลกที่ อลอนโซ่ นั่งคุยกับ คิง เคนนี่ แทนที่จะคุยกับ ราฟา แต่อาจจะเป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่าง ราฟา กับนักเตะนั้นเป็นแบบเจ้านาย กับ ลูกน้อง ดังนั้น อลอนโซ่ อาจจะต้องการคำปรึกษาจากผู้ที่มีประสบการณ์ และ ความเข้าใจนักเตะ อย่าง เคนนี่ เดลกลิช ก็เป็นได้ ซึ่งสิ่งที่ยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีของสองคนนี้ก็คือ การที่ ชาบี้ อลฮนโซ่ ทวิท แสดงความยินดีกับ เคนนี่ เดลกลิช เป็นคนแรกหลังจากที่ข่าวเริ่มหลุดออกมาว่า เคนนี่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าของใหม่

เคนนี่ ไม่ได้มีอิทธิพลกับนักเตะในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อนักเตะในอนาคตที่ อคาดามี่ ของลิเวอร์พูลอีกด้วย เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปดูฟอร์มเด็ก รุ่นเยาวชน และ รุ่นจิ๋ว ลงแข่ง ซึ่งถึงแม้ เคนนี่ จะได้รับหน้าที่ในการดูแลภาพรวมของ อคาดามี่ แต่ว่าเขาไม่ได้เข้าไปทุกวัน ปรากฎว่า วันนั้น เคนนี่ แวะมาดูฟอร์ม ของเด็กๆ แต่ละรุ่น และ เห็นได้ชัดว่าความตื่นตัวของเด็กๆ ในแต่ละรุ่นก่อนที่เคนนี่มา กับ หลังจากที่ เคนนี่ มายืนดูอยู่นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาก็คงยากที่จะเชื่อว่าการที่คนคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างสนามมีอิทธพลต่อความตั้งใจในการเล่นของเด็กๆ และ เยาวชนได้มากถึงขนาดนี้

นอกจากนี้ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีความรู้สึกกันภายในว่า มีความห่างเหินกันระหว่าง เมลวู้ด กับ อคาดามี่ ที่เคิร์กบี้ และ นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่มีการดึงเอา คิง เคนนี่ กลับมา เพื่อเป็นสะพานเชื่อมให้กับทีมงานทั้งสอง ดังนั้นการกลับมาเป็นผู้จัดการทีมในคราวนี้ ก็จะยิ่งทำให้ เคนนี่ มีโอกาสในการเชื่อมโยงกัน ระหว่าง เด็กฝึกหัดของสโมสร ทีมสำรอง (ซึ่งในปัจจุบันย้ายมาฝึกซ้อมและแข่งขันที่ อคาดามี่) และ ทีมชุดใหญ่ที่ฝึกซ้อมที่เมลวู้ด

บารมีของ คิง เคนนี่ มีเพียงพอที่จะแก้ปัญหาหลายๆ ประการที่หมักหมมมานานของสโมสร ไม่ว่าจะเป็นการสรรหานักเตะใหม่ๆ ทั้งในระดับเยาวชนเพื่ออนาคต การสรรหานักเตะฝีเท้าดีที่ราคาเหมาะสมมาเสริมทีมชุดใหญ่ การประสานงานกันที่ดีขึ้นระหว่าง อคาดามี่ ทีมสำรอง และ ทีมชุดใหญ่ แต่ที่สำคัญที่สุดคือการวางรากฐานของระบบการเล่นฟุตบอลแบบลิเวอร์พูลที่ได้จางหายไป อย่าลืมว่า คิง เคนนี่ คือ ทายาท ของ บู๊ทรูม และ เรียนรู้จากผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ บ๊อบ เพสลี่ย์

ผมเชื่อว่า เขาสามารถนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาได้ คำตอบของผมจึงเป็น เคนนี่ เดลกลิช เสมอมา ถึงผมจะไม่แน่ใจว่าเขาจะได้คุมทีมยาวแค่ไหน? ใจผมอยากให้เขาคุมทีมไปอย่างน้อยถึงสิ้นสุดฤดูกาลหน้า ซึ่งผมเชื่อว่าอย่างน้อยเขาสามารถที่จะสะสางปัญหาหลายอย่าง และ วางรากฐานที่ดีไว้ให้กับผู้จัดการทีมคนต่อไป เฉกเช่นเดียวกับที่ แชงค์ลี่ย์ เคยวางรากฐานที่ดีไว้ให้กับ เพสลี่ย์นั่นเอง